5 ข้อควรรู้ ก่อนตัดสินจะซื้อกล้องวงจรปิด

กล้องวงจรปิด ในปัจจุบันเป็นถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและช่วยแก้ไขเหตุการณ์ร้ายๆมาหลายคดี เพราะกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพได้  กล้องวงจรปิดบางรุ่นสามารถบันทึกภาพได้ที่ความละเอียดสูงมากๆ และบางรุ่นยังสามารถบันทึกเสียงได้อีกด้วย สำหรับใครที่อยากจะติดกล้องเอาไว้ที่บ้าน ร้านค้า หรือออฟฟิศ แต่ไม่รู้จะเลือกกล้องจรปิดแบบไหนดี?  วันนี้เรามีวิธีเลือกกล้องวงจรปิดด้วยตัวเองมาฝากกันค่ะ ไปดูกันเลยว่าจะติดกล้องวงจรปิดทั้งทีต้องพิจารณาอะไรบ้าง

กล้องวงจรปิดในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ กล้องวงจรปิดแบบ Analog และกล้องวงจรปิดแบบ IP Camera ซึ่งความแตกต่างของกล้องวงจรปิดทั้ง 2 แบบนี้  คือ ความละเอียดคมชัดของภาพที่ได้ออกมา และฟังก์ชั่นต่างๆ โดยกล้องวงจรปิด IP Camera จะให้ภาพที่มีความ ละเอียดสูงกว่า พร้อมฟังก์ชั่นที่ทันสมัย เชื่อมต่อผ่านอินเตอร์เน็ต ช่วยให้เราสามารถดูภาพผ่านหน้าจอมือถือหรือ Device ต่างๆได้แบบ Real time

1.ความละเอียดของภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิด

ความละเอียด กล้องวงจรปิด มีตั้งแต่ 1 ล้าน Pixel จนถึง 8 ล้าน Pixel (เหมือนจะเคยเห็นแว็บๆ ในเว็บ) ความละเอียดของ กล้องวงจรปิด นั้นจำเป็นต่อการตัดสินใจของการเลือกกล้องมาใช้งาน อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่เป็นหัวใจหลักของกล้องวงจรปิดคือ ฮาร์ดดิส ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ยิ่งกล้องวงจรปิดบันทึกภาพที่ความละเอียดสูง ฮาร์ดดิสที่เราใช้บันทึกวีดีโอจากกล้องก็จะยิ่งเต็มเร็วขึ้นเช่นกัน และอีกหนึ่งปัญหาที่พบบ่อยสำหรับอุปกรณ์ชิ้นนี้คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความร้อน เนื่องจากกล้องวงจรปิดต้องทำงานตลอดเวลา ทำให้เกิดความร้อนขึ้น ดังนั้นฮาร์ดดิสที่ใช้คู่กับกล้องวงจรปิดจึงควรเป็นฮาร์ดดิสที่รองรับการทำงานแบบ 24 ชั่วโมง และเป็นวัสดุที่มีความทนทานต่อความร้อน สามารถใช้งานได้ในระยะยาว


2.ฮาร์ดดิสสำหรับบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิด

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่เป็นหัวใจหลักของกล้องวงจรปิดคือ ฮาร์ดดิส ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ยิ่งกล้องวงจรปิดบันทึกภาพที่ความละเอียดสูง ฮาร์ดดิสที่เราใช้บันทึกวีดีโอจากกล้องก็จะยิ่งเต็มเร็วขึ้นเช่นกัน และอีกหนึ่งปัญหาที่พบบ่อยสำหรับอุปกรณ์ชิ้นนี้คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความร้อน เนื่องจากกล้องวงจรปิดต้องทำงานตลอดเวลา ทำให้เกิดความร้อนขึ้น ดังนั้นฮาร์ดดิสที่ใช้คู่กับกล้องวงจรปิดจึงควรเป็นฮาร์ดดิสที่รองรับการทำงานแบบ 24 ชั่วโมง และเป็นวัสดุที่มีความทนทานต่อความร้อน สามารถใช้งานได้ในระยะยาว
สูตรการคำนวณ   อย่างที่บอกว่าการคำนวณด้วยตนเอง อาจไม่ได้มีตายตัวมาก แต่เราสามารถหาค่าเฉลี่ยจำนวนวันใช้งานได้ จากความละเอียดของกล้อง และจำนวนความจุ ซึ่งจะยกตัวอย่างการคำนวณไว้ดังนี้
– กล้องความละเอียด 1 ล้านพิกเซล ใช้พื้นที่ 25 GB ต่อ1 กล้อง/ 1 วัน
– กล้องความละเอียด  1.3 ล้านพิกเซล ใช้พื้นที่ 30 GB ต่อ1 กล้อง/ 1 วัน
– กล้องความละเอียด  2 ล้านพิกเซล ใช้พื้นที่ 30 GB ต่อ1 กล้อง/ 1 วัน

เมื่อนำมาคำนวณกับความจุ Hard disk จะได้สูตรนี้:
จำนวนพื้นที่จัดเก็บจากความละเอียดของกล้อง (พิกเซล) x จำนวนกล้อง ได้ค่าความจุจำนวนกล้องแล้ว นำมาคิดกับจำนวนความจุ Hard disk
โดยจำนวน Hard disk 1 TB = 1000 GB  นำ 1000 – 10% = 900 GB
900 ÷ ค่าความจุจำนวนกล้อง = จำนวนวันโดยเฉลี่ย  
เช่น กล้องความละเอียด 2 ล้านพิกเซล (35 GB)  2 ตัว เท่ากับความจุ 35×2   =  70 GB/วัน
จากนั้นนำค่า Hard disk 1 TB  = 1000 GB  >>  100 – 10% = 900
900 ÷ 70 = 12.8  ( 12 วัน)  *** ผลลัพธ์คือ ใช้กล้องความละเอียด 2 ล้านพิกเซล 2 ตัว บันทึกภาพบนความจุ Hard disk  1 TB  จะสามารถบันทึกภาพได้นาน 12 วันโดยเฉลี่ย

3.แสงสว่างในบริเวณที่ติดตั้งกล้องวงจรปิด

บริเวณที่ต้องการติดตั้งกล้องวงจรปิดก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อกล้อง ในกรณีที่ต้องการการติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่ที่ไม่มีแสงสว่างหรือแสงสว่างน้อย เช่น ลานจอดรถหรือห้องเก็บสินค้า ควรใช้กล้องวงจรปิดแบบอินฟราเรด (IR Camera) ซึ่งกล้องชนิดนี้เวลากลางวันจะแสดงภาพสี แต่เมื่อเป็นเวลากลางคืน หลอด LED อินฟราเรดด้านหน้ากล้องจะส่องแสงสว่างอัตโนมัติ และแสดงภาพเป็นแบบขาวดำ

ความสว่าง หลอด LED Array เพียงหลอดเดียวสามารถให้แสงสว่าง สูงถึง 800mW ไปจนถึง 1000mW และด้วยขนาดของตัวหลอดที่ใหญ่กว่า จึงทำให้ความสว่างและลำแสงที่ส่องออกไปสว่างและไกลกว่าหลอด IR แบเดิม

 

ปริมาณของหลอด IR กล้องวงจรปิดแบบเดิมนั้นมีหลอด IR เล็กๆ ล้อมรอบเลนส์อยู่หลายตัวตั้งแต่ 18 ไปจนถึงหลักหลายสิบตัว แต่ด้วยเทคโนโลยีของ LED Array ทำให้จำนวนหลอดลดลงอย่างมากเนื่องจากตัวหลอดนั้นสามารถรวมแสงได้สูงมาก จนสามารถใช้เพียงแค่ 1 ถึง 4 หลอดก็เพียงพอ ถ้านำมาเทียบกับแล้วหลอดแบบ LED Array จะเท่ากับหลอด IR แบบเดิมจำนวน 30 หลอด

สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม

หลายคนอาจคิดว่าการที่เราติดกล้องวงปิดมันจะต้องกินไฟมากและต้องทำให้ค่าไฟในบ้านเราเพิ่มมากขึ้นแล้วมันจะต้องเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับเราเพิ่มมากขึ้นแน่ๆ วันนี้นายแคร์จึงมานำเสนอวิธีการคำนวนค่าไฟฟ้าจากตัวกล้องวงจรปิดที่เราติดไปในแต่ละเดือนนั้นจะต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่

อันดับแรกเลย เรามาดูกันก่อนเลยว่าตัวเครื่องบันทึกและตัวกล้องวงจรปิดนั้นใช้ไฟเท่าไหร่บ้าง

1.กล้อง 1ตัว ใช้ไฟ500mA หรือ 0.5 A x 12V = 6W

2.เครื่องบันทึกภาพ (มีHDD) 1 เครื่องใช้ไฟ 20W

เรามาเริ่มคำนวนจากชุดกล้องวงจรปิด 4 ตัวกันก่อนเลย

กล้อง 1 ตัวใช้ไฟ 6W ถ้าเป็นกล้อง 4 ตัวให้ เอา 6W มาคูณด้วยจำนวนของตัวกล้อง จะได้เป็น 6W x 4 = 24W

เครื่องบันทึกภาพ (DVR) 1 เครื่องใช้ไฟ 20W

จากนั้นให้นำ ค่าที่ได้จากกล้องวงจรปิด 4 ตัว และเครื่องบันทึกภาพ (DVR)นั้นมารวมกันจะได้ 24+20 = 44W นั้นคือกำลังไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด

ต่อมาเราจะมาดูว่าใน 1 วัน กล้องวงจรปิดของเราใช้ไฟเท่าไหร่ ให้นำ 44W ที่ได้มาจากตัวกล้องวงจรและเครื่องบันทึกมาคูณ 24 ชั่วโมง จะได้เป็น 44 x 24 = 1,056 W จากนั้นนำ มาหารด้วย 1,000 แล้วนำมาคูณด้วยค่าไฟ เช่น ค่าไฟหน่วยละ 3.5 บาท ก็จะเป็น (1,056 ÷ 1,000) x 3.5 =  3.696บาท/วัน

จากนั้นนำมาคำนวนกำลังไฟฟ้าที่กล้องวงจรปิดใช้ไปต่อเดือน

*เวลา 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 30 วัน              24×30 = 720 ชั่วโมง

*พลังงานไฟฟ้า                                      ( 44 x 720 ) ÷ 1,000 = 31.68 หน่วย

สมมุติว่าค่าไฟฟ้า อยู่ที่หน่วยละ 3.5 บาท ต่อหน่วย

ให้นำ 31.68 x 3.5 = 110.88 บาท และให้นำไปบวกภาษีเพิ่มอีก 7% จะได้เป็น 118.6416 บาท

“สำหรับความปลอดภัยของบ้านที่อยู่อาศัยของเราแล้ว เรื่องค่าไฟนั้นเป็นเรื่องเล็กไปเลย คุณคิดเหมือนนายแคร์จริงไหมครับ”

****หมายเหตุ****  ค่าไฟอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าที่คำนวณเอาไว้ขึ้นอยู่กับ ค่าไฟต่อหน่วย จำนวนกล้องที่เราติดและที่สำคัญกล้องแต่ละรุ่นแต่ก็อาจจะใช้ไฟแตกต่างกันไปด้วย

4.ตำแหน่งที่ต้องการติดตั้งกล้องวงจรปิด

หากต้องการติดกล้องวงจรปิดภายนอกอาคาร ควรเลือกกล้องวงจรปิดแบบ Bullet ซึ่งมีขนาดเล็ก รูปทรงกระบอก มีคุณสมบัติ กันน้ำ กันฝุ่น ทนความร้อน ทนแดดทนฝนได้ดี และสามารถดูภาพได้ทั้งกลางวันกลางคืน

5.การรับประกันและบริการหลังการขายของกล้องวงจรปิด

อย่างที่ทราบว่า กล้องวงจรปิดเป็นอุปกรณ์ที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และกล้องวงจรปิดบางตัวต้องทำงานท้าแดด ลม ฝน จึงมีโอกาสที่จะเกิดความเสียหาย ได้ ดังนั้นการรับประกันและบริการหลังการขายจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราต้องพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ควรเลือกเลือกซื้อกล้องวงจรปิดจากผู้จำหน่ายที่มีประกันและบริการหลังการขาย อุ่นใจไว้ก่อนดีกว่านะคะ

นี่เป็นเพียง 5 ข้อพื้นฐานที่เราควรคำนึงเมื่อต้องเลือกซื้อกล้องวงจรปิดด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความละเอียดของภาพ, ฮาร์ดดิสสำหรับบันทึกภาพ,แสงสว่างในบริเวณที่ติดตั้งกล้อง, ตำแหน่งที่ต้องการติดตั้งกล้อง รวมไปถึงการรับประกันและบริการหลังการขาย ออฟฟิศเมทหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังจะซื้อกล้องวงจรปิดไม่มากก็น้อยนะคะ

kdcyber

ทีมงาน เค.ดี.ไซเบอร์ กรุ๊ป เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System มารวมตัวกันเพื่อให้บริการลูกค้าที่ต้องการใช้บริการงานด้าน IT